• Uncategorized

    7 กลยุทธ์ การเดินบัญชีธนาคาร

    การเดินบัญชีธนาคารให้สวยงาม อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นการทำธุรกิจ และคุณเองก็เป็นผู้ประกอบการด้วย คุณต้องหันใส่ใจการเดินบัญชีธนาคาร ด้วยตัวเองแล้วล่ะครับ   เพราะการเดินบัญชีธนาคาร เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเวลาตรวจสอบบัญชี ดูสภาพคล่องทางการเงินของกิจการ และการขอสินเชื่อ เป็นต้น   การเดินบัญชีให้สวยงาม ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด ผู้ประกอบการสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ด้วย 1.เช็คเครดิตบูโร ก่อนที่จะริเริ่มลงมือเดินบัญชี ผู้ประกอบการ ต้องตรวจเช็กดูประวัติทางการเงินของตัวเองก่อน มีหนี้ค้างชำระหรือจ่ายเงินล่าช้า จนชื่อเข้าไปติดอยู่ในแบล็คลิสต์ของเครดิตบูโรหรือไม่? ถ้าพบว่ามีรายชื่อของคุณติดอยู่ ให้รีบติดต่อ กับบริษัทศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ และเจ้าหนี้โดยทันที เพราะเดินบัญชีไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร หากชื่อของคุณปรากฏอยู่ในแบล็คลิสต์ 2.นำเงินฝากเข้าบัญชีเป็นประจำ เมื่อผู้ประกอบการแน่ใจว่าไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าว เรามาเริ่มต้นกันการเดินบัญชี นั่นคือ การฝากเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะสถาบันการเงิน และผู้สอบบัญชี มักมุ่งเน้นรายละเอียดการนำเงินเข้าไปฝากในบัญชีเป็นหลัก   เพราะเงินที่ฝากเข้าบัญชีนั้น แสดงถึงรายได้ธุรกิจได้รับมาจากการดำเนินงาน ดังนั้น เมื่อมีรายได้ที่เป็นผลกำไรสุทธิทุกครั้ง ควรนำเงินดังกล่าว เข้ามาฝากในบัญชีธนาคารโดยทันที เพื่อให้ยอดเงินเดินอยู่ตลอดเวลา 3.ถอนได้ … แต่ห้ามหมด ยังมีความเข้าใจผิดอยู่มาก ว่าการเดินบัญชีที่เฟอร์เฟก คือ การไม่ถอนเงินออกจากบัญชีเลย!!! คงเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติมากของการทำธุรกิจ   การถอนเงินออกจากบัญชี สามารถกระทำได้เป็นการปกติ เนื่องจากเป็นการแสดงถึงความเคลื่อนไหวของบัญชีโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ … การถอนเงินแต่ละครั้ง ผู้ประกอบการไม่ควรที่จะถอนเงินจนหมดเกลี้ยงบัญชี นอกจากสะท้อนว่าเดินบัญชีไม่สวยงาม แล้ว ยังเป็นการบ่งบอกสถานะการเงินที่ย่ำแย่ของตัวธุรกิจ   อยากให้ท่องไว้ในใจว่า … หากจะต้องถอนเงิน ทำแต่พอดี และยอดเงินที่ถอนต้องน้อยกว่าที่นำฝากเสมอ (ถ้าเป็นไปได้)   4.ยอดเงินคงเหลือสะสมควรเพิ่มมากขึ้น การเดินบัญชีจะออกมาสวยงามที่สุด และสามารถเป็นประโยชน์ในการต่อยอดทางธุรกิจได้ ยอดเงินคงเหลือในบัญชีต้องมีอัตราการสะสมเพิ่มมากขึ้น   การหมุนเงินภายในบัญชี ควรมีลักษณะการนำฝากมากกว่าถอนออก ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเดินบัญชี โดยมียอดเงินคงเหลือสะสมเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ เดือน   สถาบันการเงินส่วนใหญ่มักตรวจสอบเรียกดูย้อนหลัง 6 เดือน ผู้ประกอบการควรที่จะต้องกระทำให้นานกว่า 6 เดือน และพยายามทำเป็นนิสัย เพื่อเป็นการปลูกฝังค่านิยมในการออมให้กับตนเอง และจะส่งผลดีต่อสภาพคล่องของกิจการในอนาคตด้วย   5.พยายามอย่าให้บัญชีถูกแช่แข็ง หากบัญชีถูกแช่แข็งไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่า บัญชีตาย!!! ถือว่าผู้ประกอบการประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการเดินบัญชี ดังนั้น พยายามทำให้บัญชีมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ด้วยการนำธุรกรรมการเงินที่เกิดขึ้นทั้งหมดของกิจการ ปรากฏตัวที่สมุดบัญชีในธนาคารให้ได้ เช่น การรับเงินจากลูกค้าด้วยวิธีการโอนผ่านธนาคาร การสั่งจ่ายเรื่องต่างๆ ด้วยเช็คเงินสด…

  • Lifestyle,  Uncategorized

    7 เทคนิค รับมือไฟแนนซ์ เมื่อท่านกำลังถูกยึดรถ

    7 สิ่งที่ควรทำ เมื่อไฟแนนซ์จะมายึดรถ 1. สิ่งที่ไฟแนนซ์มักจะข่มขู่ คือ ให้เรารับผิดชอบค่าติดตามยึดรถ ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล โดยมักข่มขู่ ให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้รับผิดชอบ โดยอ้างตัวเลขจำนวนสูง และเราควรรู้ไว้ด้วยว่าไฟแนนซ์ไม่สามารถเรียกค่าใช้ จ่ายดังกล่าวได้ตามอำเภอใจ การค่าเสียหายเรียกได้ตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ดังนั้นผู้เช่าซื้ออย่าวิตก 2. การเข้ายึดรถผู้เช่าซื้อจะต้องค้างชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อ กัน ก่อนยึดรถอีก 1 เดือน รวมเป็น 4 เดือน ไฟแนนซ์จึงจะสามารถยึดรถได้ แต่ถ้าไฟแนนซ์ยึดรถก่อนหน้านี้จะมีความ ผิดตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งคุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องสัญญา ดังนั้นถ้าไฟแนนซ์มายึดรถก่อนกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้เช่าซื้อต้องอย่ายอมให้ยึดรถและให้เรียกตำรวจมาเป็นพยาน 3. การยึดรถถ้าผู้เช่าซื้อไม่ยินยอมให้ยึดรถ ไฟแนนซ์จะยึดรถไม่ได้ ถ้ามีการบังคับขู่เข็ญหรือไล่ให้ผู้เช่าซื้อลงจากรถหรือกระชากกุญแจรถ ไป หรือเอากุญแจสำรองมาเปิดรถและขับหนีไป การกระทำดังกล่าวมีความผิดต่อ เสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และถ้ากระทำการโดยมีอาวุธหรือร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นถ้ามีคนกระทำการดังกล่าวให้ถ่าย รูปหรือบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งความดำเนินคดีอาญา หรือให้ทนาย ฟ้องศาลได้เลย 4. เมื่อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ไม่ควรให้ไฟแนนซ์ยึดรถ ยืนยันได้เลยว่าไม่ควรให้ไฟแนนซ์ยึดรถไม่ว่าในกรณีใดๆ เพราะถ้าถูกยึดรถแล้วเราก็จะหมดอำนาจต่อรอง และหลังจากยึดรถไปแล้วไฟแนนซ์จะ นำรถของเราไปขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก แถมเมื่อได้เงินมาไม่ เพียงพอกับค่าเช่าซื้อที่เราค้างชำระ ไฟแนนซ์ก็จะเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากเรา แต่ถ้ารถยังอยู่ในความครอบครองของเรา เรายังสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์ได้ (พูดง่ายๆ ก็คือใช้รถหาเงินได้อยู่นั่นเอง) และยังมีอำนาจต่อรองกับไฟแนนซ์อยู่ 5. ในกรณีที่เราถูกยึดรถและไฟแนนซ์มีหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ส่วนที่ เหลือ อย่าตกใจให้หาทนายสู้คดี โดยทั่วไปค่าเสียหายของไฟแนนซ์มักจะสูงเวอร์ สุดๆ ยกตัวอย่างเช่น เรียกมา 1,000,000 บาท ศาลมักจะพิพากษาให้ชดใช้เพียง 500,000 บาทหรือ 300,000 บาท เท่านั้น 6. เมื่อแพ้คดีไฟแนนซ์จะต้องทำตัวอย่างไร ถ้าเรามีทรัพย์สินถือครอบครองในนามลูกหนี้เราจะถูกยึดทรัพย์ทั้งหมด ถ้า ไม่มีทรัพย์สินถือครอบครองในนามลูกหนี้ แต่ถือครอบครองในนามญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ไฟแนนซ์ก็ไม่สามารถยึดทรัพย์ของคนอื่น ซึ่งมิใช่ลูกหนี้ ได้ ดังนั้นถ้ามีไฟแนนซ์มาข่มขู่ว่าลูกหนี้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของใคร จะยึด ทรัพย์เจ้าของบ้าน ตอบได้เลยว่าไม่ต้องกลัวเพราะตามกฎหมายไม่สามารถยึดได้ 7.…

  • Lifestyle,  Uncategorized

    เป็นหนี้บัตรเครดิตแล้วไม่ยอมชำระ เสี่ยงติดคุก

    บัตรเครดิต ถือเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่คนสมัยใหม่ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะการมีบัตรเครดิตไว้ใช้แล้วดีต่อธุรกิจ แต่รู้หรือไม่ว่าข้อเสียของการใช้บัตรเครดิตอาจจะมีมากกว่าข้อดีก็ได้ ถ้าคุณใช้บัตรเครดิตแบบผิด ๆ ปัญหาหนึ่งที่พบก็คือ การติดหนี้บัตรเครดิต คุณรู้หรือไม่ว่า การติดหนี้บัตรเครดิตแล้วไม่ย่อมชำระอาจส่งผลเสียต่อชีวิตของคุณอย่างไร การเป็นหนี้บัตรเครดิต ถือเป็นการผิดนัด ยิ่งคุณไม่รีบไปชำระหนี้ แต่กลับเฉยแบบนี้อาจเสี่ยงต่อการติดคุกได้ สำหรับเพื่อน ๆ ที่เป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ในตอนนี้ แล้วเกิดความกังวลว่า ถ้าไม่สามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้ ผลจะเป็นอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบในเรื่องนี้มาฝากค่ะ การติดหนี้บัตรเครดิตหรือผิดนัด จะดำเนินคดีอย่างไร การติดหนี้บัตรเครดิตแล้วไม่ยอมจ่าย จะถือว่าเป็นคดีแพ่ง ทางธนาคารจะฟ้อง ถ้าคุณได้รับสำเนาการฟ้องแล้ว หรือตรวจสอบแล้วว่าเป็นจริง ข้อมูลถูกต้องก็ให้ไปเจรจากับทางธนาคารฯ หรือถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ควรให้ไปหาทนายความสู้ว่าความกันต่อไป โดยปกติแล้วการใช้บัตรเครดิตการใช้บัตรเครดิตเมื่อมีการผิดนัดก็จะมีดอกเบี้ยปรับในจำนวนที่สูงมาก ๆ ซึ่งเบี้ยปรับนั้นคุณสามารถบอกกับศาลให้เข้าใจว่า “เงินต้นมีเท่านี้จริง” แล้วให้ทนายความสู้ช่วย เพื่อให้ศาลพิจารณาลด ถ้าคุณไม่มีการโต้แย้งในเรื่องของเงินต้น อาจจะทำให้คุณเสียเงินเป็นจำนวนมากตามคำสั่งศาลได้ และแน่นอนว่าคุณจะต้องเสียทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยปรับที่สูงมาก ๆ เมื่อคุณสามารถตกลงกับศาลได้แล้วก็ชำระหนี้ หรือผ่อนชำระไป แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ หรือไม่มีการผ่อนชำระ ศาลก็จะพิพากษา คำพิพากษานี้ยังไม่มีสภาพข้อบังคับ พิพากษานั้นจะตัดสินให้ชนะ แพ้ หรือให้ใช้หนี้จำนวนเท่าไหร่ ถ้ามีสภาพบังคับก็คือ การส่งคำบังคับมาว่า คุณต้องไปชำระจะได้จบการพิพากษา แต่ถ้าคุณไม่ยอมไปชำระ เจ้าหนี้ หรือธนาคาร ก็มีสิทธิที่จะไปขอร้อง ต่อศาลให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อมาติดตามยึดทรัพยผู้ที่ทำบัตรเครดิตซึ่งก็คือ คุณ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นหนี้จริง ๆ แล้วก็ต้องรีบชำระนะคะ เพื่อถ้าเกิดปล่อยไว้อาจทำให้เรื่องเล็ก ๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่คุณไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป คำสั่งศาลที่ว่า “ถ้าผู้ที่ทำบัตรเครดิตไม่ชำระหรือปฏิบัติตาม จะถูกยึดทรัพย์ ถูกจับ กักขังตามกฎหมาย” หมายความว่าอย่างไร สำหรับคำสั่งศาลดังกล่าว เป็นลักษณะของการบังคับที่เป็นไปตามกฎหมาย แต่กฎหมายในทางแพ่งนี้คือ เจ้าหนี้ หรือธนาคารมีสิทธิเพียงแค่ยึดทรัพย์เท่านั้นค่ะ นั่นคือ ถ้าคุณมีความผิดข้อหาไม่ชำระหนี้บัตรเครดิต ทางเจ้าหนี้หรือธนาคาร จะฟ้องดำเนินคดีได้เท่านั้น แต่ถ้าทรัพย์ของคุณที่มี ที่ทางธนาคารต้องยึดนั้น ไม่เพียงพอกับหนี้สินของคุณ หรือหนี้สินของคุณมีค่ามากกว่าทรัพย์สินที่คุณถูกยึด จากกฎหมายบังคับคดี ทางเจ้าหนี้ หรือธนาคารจะติดตามยึดทรัพย์ของคุณถึง 10 ปี แต่ถ้าครบ10 ปี แล้วไม่มีทรัพย์ให้ยึด กฎหมายก็จะหมดอายุความ ทำให้คดีสามารถจบได้ เมื่อคดีและการตามยึดทรัพย์จากทางธนาคารครบ 10 ปีแล้ว สำหรับคำสั่งที่ว่า ถูกจับ ถูกขังตามกฎหมาย คือ สภาพบังคับแล้ว คุณขัดขืนหมายศาล ขัดขืนการยึดทรัพย์ ไปกระทำการโต้แย้งต่าง ๆ ซึ่งจะถือว่าเป็นความผิดฐานขัดการดำเนินการตามการบังคับคดี…

  • Lifestyle,  Uncategorized

    5 วิธีขอ “กู้เงิน” ยังไงให้ผ่านฉลุย

    หลายคนบ่นเรื่อง “กู้เงิน” ทำไมกู้ไม่ผ่านอย่างนั้นอย่างนี้พร้อมกับคำพูดประมาณว่าไม่โกงหรอก จะเอาเอกสารไปทำไมเยอะแยะดูอะไรกันนักหนา เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ธนาคารเค้าก็แค่อยากจะมั่นใจว่าคนที่มาขอเงินกู้เค้ามีปัญญามาคืนจริงๆ ไม่ใช่แค่ลมปาก ถ้าเรามีเอกสารพร้อม ประวัติดียังไงธนาคารก็อนุมัติแน่ๆ พี่ทุยว่าถ้าเราอยากขอเงินกู้ให้ผ่านฉลุย เราต้องรู้ก่อนว่าการ กู้เงิน ธนาคารดูอะไรบ้าง ? 1. ทำประวัติเราให้ดีก่อนทำการกู้เงิน ก่อนที่ธนาคารจะอนุมัติเงินกู้ให้กับใคร ธนาคารมักจะไปใช้บริการบริษัทที่ชื่อว่าเครดิตบูโร เพื่อตรวจดูประวัติการชำระสินเชื่อต่างๆของตัวเราว่า เราประวัติเป็นยังไง จ่ายช้ามั้ย หรือว่ามีไม่จ่ายอะไรหรือเปล่า ถ้าชื่อเราขึ้นในเครดิตบูโรว่ามีการค้างชำระ พี่ทุยบอกเลยว่าโอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติเงินกู้นั้นยากอยู่เหมือนกันนะ เพราะตอนนี้มีเคสเข้ามาขอเงินกู้กับธนาคารเป็นจำนวนมาก ดังนั้นถ้ามีคน 2 คน คนนึงไม่มีสถานะขึ้นในเครดิตบูโร กับอีกคนมีประวัติเสียอยู่ ถ้าพี่ทุยเป็นธนาคารก็คงเลือกอนุมัติเงินกู้ให้กับคนที่ประวัติสวยๆน่าจะดีกว่าแน่นอน 2. เดินบัญชีก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการ “กู้เงิน” สำหรับมนุษย์เงินเดือนไม่น่าจะมีปัญหาข้อนี้สักเท่าไหร่ เพราะยังไงก็มีเงินเดือนโอนเข้ามาทุกเดือนอยู่แล้ว แล้วถ้าจะให้ดีน่าจะมีเงินฝากวางนอนนิ่งไว้ในบัญชี อารมณ์ประมาณว่ามีเงินนิ่งอยู่แล้วประดับไว้ในบัญชี ไม่ใช่เงินเข้ามาออกหมด แบบนี้ธนาคารก็เสียวอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าสำหรับเจ้าของกิจการ การเดินบัญชีถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่จะต้องเดินบัญชีให้สวยๆมีเงินเข้าอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน คนที่เดินบัญชีได้ดี มีเงินเข้าตลอด ก็มีโอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติเงินกู้ให้ก็สูงขึ้น เพราะธนาคารจะมองว่ามีลูกหนี้จำนวนมากพอที่จะนำเงินมาทยอยคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ 3. ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของตัวเองให้ดี จากที่พี่ทุยเคยกู้ซื้อบ้านและได้คุยกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่แจ้งว่าส่วนใหญ่จะอนุมัติวงเงินให้ไม่เกิน 40% ของรายได้ นั่นหมายความว่า เวลาที่เราผ่อนชำระกับทางธนาคารเราจะมียอดที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือน เงินที่ผ่อนชำระคืนให้กับธนาคารนั้นต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ที่เราได้รับในแต่ละเดือน โดยทั่วไปถ้าเป็นการขอเงินกู้เพื่อไปซื้อบ้าน การกู้ทุกๆ 1,000,000 บาท มักจะต้องผ่อนชำระคืนธนาคาร 7,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 30 ปี นั่นแปลว่าถ้าเรารายได้ 50,000 บาท วงเงินที่เราจะสามารถของอนุมัติกับทางธนาคารได้จะประมาณ 3,000,000 บาท นั่นเอง 4. ผ่อนสินค้าหรือเป็นหนี้อื่นๆให้น้อยที่สุดก่อนไปขอกู้เงิน ในระบบของเครดิตบูโรนั้น ก็จะขึ้นโชว์ทั้งหมดว่าปัจจุบันเราผ่อนชำระอะไรอยู่บ้าง แน่นอนว่าถ้าเราผ่อนสินค้าอื่นๆอยู่ ธนาคารก็นับรวม 40% ในข้อ 3 ด้วย ดังนั้นก่อนไปกู้เงินต้องพยายามเคลียร์รายการผ่อนชำระอื่นให้หมดก่อน เพื่อที่จะได้ไม่กระทบวงเงินที่อนุมัติ 5. เตรียมเอกสารในการขอกู้เงินให้พร้อม สิ่งที่มีปัญหากันมากที่สุดของคนไปขอเงินกู้กับทางธนาคาร ก็คือ เอกสารไม่สมบูรณ์ ทางที่ดีที่สุด พี่ทุยว่าเราควรเดินเข้าไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร ว่าถ้าต้องการขอเงินกู้นั้นต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง แล้วจดมาเตรียมให้ครบ เพราะเวลาที่เรายื่นเข้าไปแล้วเอกสารไม่ครบ ก็จะยิ่งทำให้ขั้นตอนการอนุมัติต่างช้าๆหรืออาจจะถูกปฏิเสธออกมาเลยก็เป็นได้ แล้วพี่ทุยบอกได้เลยว่าเวลาถูกปฏิเสธแล้วรอบนึง การขอรอบต่อไปก็จะยิ่งทำได้ยากมากขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้คือเทคนิค 5 วิธีที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังเดินเข้าไปธนาคารเพื่อขอกู้เงิน เตรียมเป็นลูกหนี้มือใหม่ (หรือบางคนก็เคยเป็นจนกลายเป็นมือเก่าไปแล้ว) อย่างไรก็ตามเราก็ควรตรวจสอบและสำรวจตัวเองก่อน เราสามารถเช็คลิสต์ข้อควรระวังก่อนการขอสินเชื่อส่วนบุคคลกันก่อน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณภาพชีวิตของเราจะไม่ต่างไปจากเดิมก่อนที่เราจะเป็นหนี้นั่นเอง

  • Uncategorized,  เรื่องมันต้องมี !?!

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Integer porttitor mattis sem eu gravida. Pellentesque ac semper sapien, nec blandit tellus. Fusce et consequat nisl. Morbi maximus diam eget ipsum pulvinar congue. Phasellus quis leo condimentum, pulvinar nisi quis, ultricies risus. Donec sagittis venenatis pellentesque. Donec facilisis metus id dolor vehicula, non ullamcorper turpis ornare. Ut vitae tristique turpis. In quis nisl est. Integer ullamcorper quam est, a lacinia est mollis vel. In et scelerisque ligula, id mattis erat. Quisque eleifend iaculis sollicitudin. Duis vitae metus mi. Proin porttitor dolor vel risus suscipit molestie. Integer sagittis neque sit amet arcu scelerisque pulvinar. Fusce eu accumsan arcu, in feugiat nibh. Maecenas…